วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ชนเผ่าพื้นเมืองของใต้

ซาไก อีกหนึ่งวิถีของชนเผ่า
หลายพันปีมาแล้วในพื้นที่ทางตอนใต้ของไทยไล่เลยลงไปถึงพื้นที่บางส่วนทางตอนเหนือของมาเลเซีย มีชนพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่มาก่อนใคร ชนพื้นเมืองกลุ่มดังกล่าวได้แก่ “ซาไก” หรือ “เงาะป่าซาไก” วันเวลาล่วงมาผู้คนต่างถิ่นขยับขยายพื้นที่พัฒนาแหล่งชุมชนของตนให้เติบใหญ่ขึ้น ทว่าชนเผ่าซาไกยังคงใช้ชีวิตส่วนใหญ่ตามรูปแบบเดิมของตนมาจวบจนปัจจุบัน
ชนพื้นเมืองเผ่าซาไกในปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มหลายเหล่า บางกลุ่มใช้ชีวิตที่ใกล้ชิดกับผู้คนทั่วไปมากขึ้น แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่ยังคงใช้ชีวิตเร่ร่อนในป่าแบบเดิมที่เคยเป็นมาในอดีต เช่นซาไกกลุ่มหนึ่งประมาณ 20 คน ในเขตพื้นที่อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ชนเผ่ากลุ่มนี้ยังคงใช้ชีวิตแบบเร่ร่อนไปตามป่าทึบในแนวเทือกเขาบรรทัด เขตจังหวัดสตูล พัทลุง และตรัง ซึ่งการพบปะทำได้ยาก เพราะชนเผ่านี้ไม่มีการนับวันเวลาและปฏิทินใดๆ
แต่ก็มีชนเผ่าบางกลุ่มที่มีการเปิดรับรูปแบบชีวิตจากผู้คนทั่วไปมากขึ้น เริ่มมีการปลูกสร้างบ้านเรือนเป็นหลักแหล่งตามแนวป่าไม่ไกลจากชาวบ้านมากนัก จนทำให้เราสามารถพบเห็นชนเผ่าซาไกได้ง่ายขึ้นในปัจจุบัน เช่นที่บ้านเขาติง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ซึ่งเริ่มมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของพวกเขาได้อย่างใกล้ชิด แต่ยังจำเป็นต้องติดต่อผ่านผู้นำทางที่เป็นชาวบ้านในท้องถิ่นเท่านั้น เพราะซาไกจะคุ้นเคยกับชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น จะทำให้การเดินทางในพื้นที่เป็นไปได้โดยง่าย ชาวซาไกในพื้นที่บ้านติงเป็นชนเผ่ากลุ่มที่พัฒนามากขึ้นแล้ว บางคนทำการค้าขายกับชาวบ้านทั่วไป บางคนขายแรงงาน ซาไกกลุ่มนี้ไม่เร่ร่อน อีกทั้งยังแต่งกายใส่เสื้อผ้าเหมือนผู้คนทั่วไป
การเดินทางไปยังบ้านเขาติงนั้น จากตัวเมืองตรังให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 404 (ตรัง-สตูล) มุ่งหน้าสู่อำเภอทุ่งขาว จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 416 จนกระทั่งถึงตำบลลิพัง ให้เลี้ยวซ้าย จากนันตรงไปอีกราว 6 กิโลเมตรจะถึงบ้านเขาติง ที่บ้านเขาติงไม่มีบ้านพักบริการแก่นักท่องเที่ยวทั่วไป แต่สามารถเข้าไปกางเต้นท์พักค้างแรมบริเวณใกล้เคียงกับชาวซาไกได้ โดยต้องแจ้งกับคนนำทางก่อน สิ่งสำคัญนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องเตรียมอาหารและน้ำดื่มไปเอง เนื่องจากไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆในพื้นที่ แหล่งชุมชนของเผ่าซาไกอยู่ไม่ห่างจากบ้านเขาติงมากนัก เดินทางจากหมู่บ้านเพียง 1 ชั่วโมง เส้นทางเป็นถนนลูกรัง ระยะทางราว 2 กิโลเมตร สามารถเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เมื่อกลับออกมาจากการดูวิถีชาวซาไกที่บ้านเขาติงแล้วยังสามารถขับรถไปท่องเที่ยวที่ น้ำตกโตนตก น้ำตกโตนเต๊ะ และน้ำตกคลองตง ได้อีกด้วย
ความเปลี่ยนแปลงจะคุกคามวิถีชีวิตของชาวซาไกจากนี้ตลอดไปตราบเท่าที่มนุษย์ยังคงต้องติดต่อกัน ชาวซาไกจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคย เราในฐานะผู้ที่เปลี่ยนแปลงล้ำหน้าพวกเขาไปมากแล้ว คงต้องอยู่ในบทบาทผู้หยิบยื่นการเปลี่ยนแปลงนั้นแก่พวกเขา เราจำเป็นต้องเข้าใจวิถีเดิมที่เป็นมาของชนเผ่านี้ การศึกษาเรียนรู้ระหว่างกันนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ

การแต่งกาย

การแต่งกายประจำภาคใต้




ภาคใต้ มีภาษาพูดประจำถิ่นที่ห้วนๆ สั้นๆ เป็นเอกลักษณ์ เรียกว่า “ภาษาใต้หรือแหลงใต้” ส่วนกลุ่มคนที่อยู่แถบชายแดนไทย-มาเลเซีย นิยมพูด ภาษายาวี หรือภาษามาเลเซีย ตัวอย่างภาษาพูดภาคใต้ เช่น แหลง (พูด) หร๋อย (อร่อย) ทำไหร๋ (ทำอะไร) บางท้องถิ่นใช้ภาษายาวี เพราะนับถือศาสนาอิสลาม การแต่งกายภาคใต้ ภาคนี้มีการแต่งกายต่างกันตามเชื้อชาติ ถ้าเชื้อสายจีนจะแต่งแบบจีน ถ้าเป็นชาวมุสลิม ก็จะแต่งคล้ายกับชาวมาเลเซีย
ปัจจุบันแหล่งทำผ้าแบบดั้งเดิมนั้นเกือบจะสูญหายไป คงพบได้เฉพาะ 4 แหล่งเท่านั้นคือ ที่ตำบลพุมเรี้ยง จังหวัดสุราษฎร์ธานี , อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช , เกาะยอ จังหวัดสงขลา และตำบลนาหมื่นศรี จังหวัดตรังการแต่งกายของชาวใต้ การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมีเอกลักษณ์ไปตามเชื้อชาติ ของผู้คนอันหลากหลายที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจำแนกเป็น
กลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้ี้


1. กลุ่มเชื้อสายจีน – มาลายู เรียกชนกลุ่มนี้ว่ายะหยา หรือ ยอนย่า เป็นกลุ่มชาวจีน เชื้อสายฮกเกี๊ยนที่มาสมรสกับชนพื้นเมืองเชื้อสายมาลายู ชาวยะหยาจึงมีการแต่งกายอันสวยงาม ที่ผสมผสาน รูปแบบของชาวจีนและมาลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ,เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิมอยู่


2. กลุ่มชาวไทยมุสลิม ชนดั้งเดิม ของดินแดนนี้นับถือศาสนาอิสลาม และมี เชื้อสายมาลายู ยังคงแต่งกายตามประเพณี อันเก่าแก่ฝ่ายหญิงมีผ้าคลุมศีรษะ ใส่เสื้อผ้ามัสลิน หรือลูกไม้ตัวยาวแบบมลายูนุ่งซิ่นปาเต๊ะ หรือ ซิ่นทอแบบมาลายู ฝ่ายชายใส่เสื้อคอตั้ง สวมกางเกงขายาว และมีผ้าโสร่งผืนสั้น ที่เรียกว่า ผ้าซองเก็ต พันรอบเอวถ้าอยู่ บ้านหรือลำลองจะใส่โสร่ง ลายตารางทอด้วยฝ้าย และสวมหมวกถักหรือ เย็บด้วยผ้ากำมะหยี่


3. กลุ่มชาวไทยพุทธ ชนพื้นบ้าน แต่งกายคล้ายชาวไทยภาคกลาง ฝ่ายหญิงนิยมนุ่งโจงกระเบน หรือ ผ้าซิ่นด้วย ผ้ายกอันสวยงาม ใส่เสื้อสีอ่อนคอกลม แขนสามส่วน ส่วนฝ่ายชายนุ่งกางเกงชาวเล หรือ โจงกระเบนเช่นกัน สวมเสื้อผ้าฝ้ายและ มีผ้าขาวม้าผูกเอว หรือพาดบ่าเวลาออกนอกบ้านหรือไปงานพิธี








ที่มา: http://www.thainame.net/weblampang/fourthai/page2/sount.html

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

วัดเขาอังคาร

วัดเขาอังคาร



วัดเขาอังคาร ตั้งอยู่บนเขาอังคารซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว อยู่ห่างจากปราสาทหินพนมรุ้งไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร จากบุรีรัมย์ใช้เส้นทางสาย บุรีรัมย์-นางรอง-บ้านตะโก-บ้านตาเป็ก
(ทางเดียวกับไปปราสาทหินพนมรุ้ง)



เมื่อเดินทางถึงบ้านตาเป็ก เลี้ยวขวาตามทางไปอำเภอละหานทรายประมาณ 13 กิโลเมตร จะพบทางแยกขวาไปวัดเขาอังคารอีก 7 กิโลเมตร ภายในบริเวณวัดเคยมีการค้นพบโบราณสถานเก่าแก่และใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดีหลายชิ้น



ปัจจุบันเป็นวัดที่สวยงามใหญ่โตแห่งหนึ่งของบุรีรัมย์ มีการก่อสร้างโบสถ์ ศาลาและอาคารต่างๆ เลียนแบบสถาปัตยกรรมสมัยต่างๆ หลายรูปแบบ ภายในโบสถ์ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธชาดกเป็นภาษาอังกฤษด้วย




ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

ที่มา : http://www.thai-tour.com/thai-tour/Northeast/Buriram/data/place/watkhao-angkarn.html
http://touronthai.com/gallery/placeview.php?place_id=49001007

ปราสาทหินเมืองต่ำ

ปราสาทหินเมืองต่ำ





ปราสาทหินเมืองต่ำ ตั้งอยู่ที่ตำบลจระเข้มาก ห่างจากปราสาทหินพนมรุ้ง 8 กิโลเมตร เส้นทางลาดยางตลอด เป็นปราสาทขอมที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามโดดเด่นน่าชมอีกแห่งหนึ่งของบุรีรัมย์ ประวัติความเป็นมาของปราสาทเมืองต่ำยังไม่ทราบชัดเพราะไม่พบหลักฐานที่แน่นอนว่าสร้างขึ้นเมื่อใด หรือใครเป็นผู้สร้าง มีลักษณะของศิลปะขอมแบบบาปวน ซึ่งมีอายุอยู่ในราว พ.ศ. 1550-1625 โดยมีลักษณะของศิลปะขอมแบบคลังซึ่งมีอายุราว พ.ศ. 1508-1555 ปะปนอยู่ด้วย ภาพสลักส่วนใหญ่เป็นภาพเทพในศาสนาฮินดู จึงอาจกล่าวได้ว่า ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-17 เพื่อใช้เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู






ตัวปราสาท ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างหลัก คือ ปรางค์อิฐ 5 องค์ สร้างอยู่บนฐานเดียวกัน ก่อด้วยศิลาแลง องค์ปรางค์ทั้ง 5 ตั้งเรียงกันเป็น 2 แถว แถวหน้า 3 องค์ แถวหลัง 2 องค์ ปรางค์ประธานซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ตรงกลางแถวหน้า


ปัจจุบันคงเหลืออยู่เพียงส่วนฐาน ส่วนองค์อื่นๆ ที่เหลืออยู่ก็มีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ ปรางค์ทุกองค์มีประตูเข้าสู่ภายในปรางค์ได้ด้านเดียว คือ ด้านทิศตะวันออก ด้านอื่นทำเป็นประตูหลอก แต่ปรางค์ประธานมีมุขหน้าอีกชั้นหนึ่ง การขุดแต่งบริเวณปรางค์ประธานได้พบทับหลังประตูมุขปรางค์ สลักเป็นภาพเทพถือดอกบัวขาบประทับนั่งเหนือหน้ากาล แวดล้อมด้วยสตรีเป็นบริวาร หน้าบันสลักภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ส่วนทับหลังประตูปรางค์สลักเป็นเทพนั่งชันเข่าเหนือหน้ากาล และยังได้พบชิ้นส่วนลวดลายปูนปั้นประดับฐานอีกด้วย แสดงว่าปรางค์เหล่านี้ได้เคยมีปูนฉาบและปั้นปูนเป็นลวดลายประดับตกแต่งอย่างงดงาม

สำหรับปรางค์บริวารอีก 4 องค์นั้นยังคงมีทับหลังติดอยู่เหนือประตูทางเข้า 2 องค์ คือ องค์ที่อยู่ทางทิศเหนือของแถวหน้า และองค์ทิศใต้ของแถวหลัง สลักภาพพระศิวะอุ้มนางอุมาบนพระเพลา ประทับนั่งอยู่บนหลังโคนนทิ และภาพพระวรุณทรงหงส์ ตามลำดับ จากการขุดแต่งได้พบยอดปรางค์ทำด้วยหินทรายสลักเป็นรูปดอกบัว ตกอยู่ในบริเวณฐานปรางค์ หน้ากลุ่มปรางค์ยังมีวิหารเป็นอาคารก่ออิฐ 2 หลัง ตั้งหันหน้าตรงกับปรางค์ที่อยู่ด้านข้างทั้งสององค์ สิ่งก่อสร้างดังกล่าว ล้อมรอบด้วยกำแพงสองชั้น กำแพงชั้นในก่อด้วยหินทรายเป็นห้องแคบๆ ยาวต่อเนื่องกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม ที่เรียกว่า ระเบียงคด กำแพงชั้นนอกเป็นกำแพงศิลาแลง กำแพงทั้งสองชั้นมีซุ้มประตูอยู่ในแนวตั้งตรงกันทั้ง 4 ด้าน ซุ้มประตูทั้งหมดยกเว้นซุ้มประตูของประตูชั้นในด้านทิศตะวันตกก่อด้วยหินทราย สลักลวดลายในส่วนต่างๆ อย่างงดงาม ตั้งแต่หน้าบัน ทับหลัง เสาติดผนัง ฯลฯ เป็นภาพเล่าเรื่องในศาสนาฮินดูและลวดลายที่ผูกขึ้นจากใบไม้ ดอกไม้ที่มักเรียกรวมๆ ว่า ลายพันธุ์พฤกษา ระหว่างกำแพงชั้นในและกำแพงชั้นนอก เป็นลานกว้างปูด้วยศิลาแลง มีสระน้ำขุดเป็นรูปหักมุมตามแนวกำแพงอยู่ทั้ง 4 มุม กรุขอบสระด้วยแท่งหินแลงก่อเรียงเป็นขั้นบันไดลงไปยังก้นสระ ขอบบนสุดทำด้วยหินทรายเป็นลำตัวนาคซึ่งชูคอแผ่พังพานอยู่ที่มุมสระ เป็นนาค 5 เศียร เกลี้ยงๆ ไม่มีเครื่องประดับศีรษะ


ปราสาทหินเมืองต่ำ เปิดให้เข้าชมทุกวันระหว่างเวลา 06.00-18.00 น. ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ พนมรุ้ง
โทร. 0 4463 1746

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ปฏิทินกิจกรรม

G dragon

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เที่ยวบุรีรัมย์กัน

วนอุทยานเขากระโดง





วนอุทยานเขากระโดง เขากระโดงเป็นภูเขาไฟเก่าแก่ที่มองเห็นลักษณะปากปล่องได้ชัดเจน อยู่ห่างจาก อำเภอเมือง 6 กิโลเมตร บนทางสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย (ทางหลวงหมายเลข 219)วนอุทยานแห่งนี้มีพันธุ์ไม้- พื้นเมืองน่าศึกษาหลายชนิด สามารถขึ้นได้ 2 ทาง


คือ ทางรถยนต์ซึ่งตลอดเส้นทางจะพบพระพุทธรูปปางต่างๆ เรียงรายอยู่เป็นระยะ ส่วนทางขึ้นอีกทางหนึ่งเป็นบันได มีความสูงประมาณ 265 เมตร บนยอดเขากระโดงนี้ เป็นที่ประดิษฐานพระสุภัทรบพิตรซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่คู่เมืองบุรีรัมย์ และมีปรางค์กู่โบราณ ภายใน- ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองอยู่ด้วย






มีอ่างเก็บน้ำด้วยนะ



ไปเล่นน้ำกัน












ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น









ประวัติของอินเทอร์เน็ต



ประวัติของอินเทอร์เน็ต


อินเทอร์เน็ตกำเนิดขึ้นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยองค์กรทางทหาร
ของสหรัฐอเมริกา ชื่อว่า ยู.เอส.ดีเฟนซ์ ดีพาร์ทเมนท์ ( U.S. Defence Department ) เป็นผู้คิดค้นระบบขึ้นมา มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้มีระบบเครือข่ายที่ไม่มีวันตายแม้จะมีสงคราม ระบบการสื่อสารถูกทำลาย หรือตัดขาด แต่ระบบเครือข่ายแบบนี้ยังทำงานได้ซึ่งระบบดังกล่าวจะใช้วิธีการส่งข้อมูลในรูปของคลื่นไมโครเวฟ ฝ่ายวิจัยขององค์กรจึงได้จัดตั้งระบบเน็ตเวริ์กขึ้นมา เรียกว่า ARPAnet ย่อมาจากคำว่า Advance Research Project Agency net ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมในหมู่ของหน่วยงานทหาร องค์กร รัฐบาล และสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นอย่างมาก









ระบบเครือข่ายแบบเดิม




ระบบเครือข่ายแบบใหม่ที่ติดต่อกันได้อย่างอิสระ



การเชื่อมต่อในภาพแรกแบบเดิม ถ้าระบบเครือข่ายถูกตัดขาด ระบบก็จะเสียหายและทำให้การเชื่อมต่อขาดออกจากกัน แต่ในเครือข่ายแบบใหม่ แม้ว่าระบบเครือข่ายหนึ่งถูกตัดขาด เครือข่ายก็ยังดำเนินไปได้ไม่เสียหาย เพราะโดยตัวระบบก็หาช่องทางอื่นเชื่อมโยงกันจนได้
ในระยะแรก เมื่อ ARPAnet ประสบความสำเร็จ ก็มีองค์กรมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้ความสนใจเข้ามาร่วมในโครงข่ายมากขึ้น โดยเน้นการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Mail ) ระหว่างกันเป็นหลัก ต่อมาก็ได้ขยายการบริการไปถึงการส่งแฟ้มข้อมูลข่าวสารและส่งข่าวสารความรู้ทั่วไป แต่ไม่ได้ใช้ในเชิงพาณิชย์ เน้นการให้บริการด้านวิชาการเป็นหลัก
ปี พ.ศ. 2523 คนทั่วไปเริ่มสนใจอินเทอร์เน็ตมากขึ้น มีการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในเชิงพาณิชย์ มีการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต บริษัท ห้างร้านต่างๆ ก็เข้าร่วมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากขึ้น


อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย



ประเทศไทยได้เริ่มติดต่อกับอินเทอร์เน็ตในปี พ.ศ. 2530 ในลักษณะการใช้บริการ จดหมายเล็กทรอนิกส์แบบแลกเปลี่ยนถุงเมล์เป็นครั้งแรก โดยเริ่มที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ( Prince of Songkla University ) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียหรือสถาบันเอไอที ( AIT ) ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลีย ( โครงการ IDP ) ซึ่งเป็นการติดต่อเชื่อมโยงโดยสายโทรศัพท์ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2531 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้ยื่นขอที่อยู่อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยได้รับที่อยู่อินเทอร์เน็ต Sritrang.psu.th ซึ่งนับเป็นที่อยู่อินเทอร์เน็ตแห่งแรกของประเทศไทย ต่อมาปี พ.ศ. 2534 บริษัท DEC ( Thailand ) จำกัดได้ขอที่อยู่อินเทอร์เน็ตเพื่อใช้ประโยชน์ภายในของบริษัท โดยได้รับที่อยู่อินเทอร์เน็ตเป็น dect.co.th โดยที่คำ “th” เป็นส่วนที่เรียกว่า โดเมน ( Domain ) ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงโซนของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยย่อมาจากคำว่า Thailand
กล่าวได้ว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตชนิดเต็มรูปแบบตลอด 24 ชั่วโมง ในประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2535 โดยสถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 9600 บิตต่อวินาที จากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเพื่อเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตที่บริษัท ยูยูเน็ตเทคโนโลยี ( UUNET Technologies ) ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในปีเดียวกัน ได้มีหน่วยงานที่เชื่อมต่อแบบออนไลน์กับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลายแห่งด้วยกัน ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ( AIT ) มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ โดยเรียกเครือข่ายนี้ว่าเครือข่าย “ไทยเน็ต” ( THAInet ) ซึ่งนับเป็นเครือข่ายที่มี “ เกตเวย์ “ ( Gateway ) หรือประตูสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นแห่งแรกของประเทศไทย
ปัจจุบันได้มีผู้รู้จักและใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น มีอัตราการเติบโตมากกว่า 100 % สมาชิกของอินเทอร์เน็ตขยายจากอาจารย์และนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาไปสู่ประชาชนทั่วไป


วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดบุรีรัมย์

อทยานประวัติศาสตร์ปราสาทเขาพนมรุ้ง

ประวัติความเป็นมาปราสาทหินเขาพนมรุ้ง "อุทยานประวัติศาสตร์เขาพนมรุ้ง" ตั้งอยู่ ในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ์กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นเป็นโบราณสถาน สำหรับชาติในพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2578ปัจจุบันอดีตกาลพนมรุ้งเป็นภูเขาไฟซึ่งผ่าน การระเบิดมาแล้วและธรรมชาติก็ได้เปลี่ยน แปลงปล่อง ภูเขาไฟ ให้เป็นแหล่งน้ำซึ่งมี ีปริมาณ น้ำมากเพียงพอต่อการบริโภคและ อุปโภคได้ตลอดปีสำหรับคนโดยทั่วไปและ สำหรับคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ขึ้นไปทำสิ่ง ก่อสร้างอันยิ่งใหญ่บนนั้น




ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง"เป็นศาสนสถานทางศาสนาพราหมณ์ ลัทธิศิวะนิกาย คือการยกเอาพระศิวะเป็นมหาเทพสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่สร้างเมื่อพุทธศตวรรษที่ 16-18ร่วมสมัยกับปราสาทนครวัดซึ่งสร้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มหาราชองค์หนึ่งของ กัมพูชาเมื่อพุทธศตวรรษที่ 17 นั้นเป็นศาสนสถานทางศาสนาพราหมณ์ลัทธิวิษณุนิกายคือการยกเอาพระนารายณ์โดยเหตุที่พระศิวะมีถิ่นฐานที่สถิตย์ประทับอยู่บนภูเขาพระสุเมรุ ฉะนั้นการที่บรรพชนในอดีตจะทำสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ถวายเป็นที่ประทับของ พระศิวะมหาเทพ จะต้องหาทำเลหรือชัยภูมิเพื่อจะสมมติว่าคือเขาพระสุเมรุจึงเลือกเอาพนมรุ้งสร้างสิ่งก่อสร้างด้วยหินทรายสีชมพูบนขอบปล่องภูเขาไฟด้านทิศใต้อันเป็นหนทางอันใกล้สวรรค์มากยิ่งกว่าพื้นราบและหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อ รับแสงแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นอันเป็นสิริมงคลและพลังอันยิ่งใหญ่ร้อนแรง

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์นั้น หมายถึง พระนารายณ์เทพองค์หนึ่งของศาสนาพราหมณ์ บรรทมหลับพักผ่อนอยู่บนอนันตนาคราช ณ เกษียรสมุทรโดยมีพระนางลักษมีีซึ่งเป็นเทพีแห่งความงามและเป็นพระมเหสีคอยปรนนิบัติพัดวีมิให้ยุงริ้นไรมาไต่ตอมพระนารายณ์เพื่อให้บรรทมหลับพักผ่อนให้สบายเมื่อตื่นบรรทมมาแล้วแล้วและพระพรหมเทพอีกองค์หนึ่งของศาสนาพราหม์จะเป็นผู้สร้างโลกและทำสิ่งก่อสร้างขึ้นมาใหม่จึงเริ่มนับใหม่ครั้นสิ้นกัลปโลกก็จะแตกดับลงไปเองพระนารายณ์ก็จะบรรทมหลับพักผ่อนอีกครั้นหนึ่ง




ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น